ที่อยู่อาศัยของ “เจ้าเมือง” เรียกกันในคำว่า “จวน” ซึ่งคำนี้ยังคงใช้อยู่ในวินาทีที่ทุบ “จวน” หลังที่ตั้งอยู่บนถนนรมย์บุรีจนกลายเป็น เศษอิฐเศษปูน เหตุเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2565 บุคคลสำคัญที่อยู่ในจวน ก็คือ “เจ้าเมือง” ซึ่งคำว่า “เจ้าเมือง” นี้บางทีก็เรียกกันว่า “ข้าหลวงประจำเมือง” จนสุดท้ายวันนี้มาลงตัวที่คำว่า “ผู้ว่าราชการเมือง” โดยที่ยังไม่พบเอกสารหรือหนังสือที่เขียนถึง “จวน” ที่สัมพันธ์กับ “เจ้าเมือง” ในพื้นที่ตัวเมืองบุรีรัมย์โดยตรง
![]()
หนังสือ “จังหวัดบุรีรัมย์ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ” รวบรวมและจัดพิมพ์โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการจังหวัดบุรีรัมย์ จัดพิมพ์ในปี 2500 ซึ่งเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มแรก ๆ ที่เขียนโดย ปัญญาชนคนบุรีรัมย์ที่ชื่อ “นายเสถียร น.ภัทรมูล” ตำแหน่งงานของนายเสถียรในปีที่เขียนหนังสือเล่มนี้คือ “ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเมืองบุรีรัมย์”
นายเสถียร น.ภัทรมูล เขียนถึงประวัติการตั้ง“เมืองบุรีรัมย์” ที่หน้า 32-33 ของหนังสือข้างต้นดังต่อไปนี่
“ ใน พ.ศ.2321 เจ้าเมืองนางรอง คบคิดกับ เจ้าโอ เจ้าอิน เจ้าเมืองจำปาศักดิ์แข็งเมืองขึ้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงให้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในสมัยยังทรงดำรงบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาจักรี มาปราบปรามเกลี้ยกล่อมรวมเอาเขมรป่าดงเหล่านี้ขึ้นอยู่ในพระบรมโพธิสมภาร โดยให้ขึ้นแก่เมืองโคราชต่อไป
ในขณะที่เดินทัพกลับมารถึง จังหวัดบุรีรัมย์ เดี๋ยวนี้ ได้พบเมืองร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใน ลุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก มีชัยภูมิดี แต่เดิมเป็นสถานที่ที่มีไข้เจ็บชุกชุม เขมรป่าดงไม่กล้าเข้ามาอาศัย ได้แต่ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบ คือ บ้านโคกหัวช้าง บ้านทะมาน (บริเวณสนามบินหน้าโรงเรียนการช่างชายเดี๋ยวนี้)
จึงโปรดฯ ตั้งเมืองขึ้นที่เมืองร้างนั้น ที่ข้างต้นแปะใหญ่ (ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเดี๋ยวนี้) เมืองนี้จึงใช้นามว่า “เมืองแปะ” ตั้งแต่นั้นมา
และทรงโปรดฯ ตั้งให้ บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมัน ซึ่งติดตามมาพร้อมด้วยครอบครัว เป็นเจ้าเมือง แล้วชักชวนให้ ชาวเขมรป่าดง มาตั้งหลักแหล่งทำเรือกสวนไร่นาในเมืองร้างนี้จนเป็นปึกแผ่น”
เรื่องราวการเกิดขึ้นของ “เมืองบุรีรัมย์” ตามข้อเขียนของนายเสถียรฯ ข้างต้นนี้ ยังมีหลายประเด็นที่ต้องอธิบายให้ละเอียดมากขึ้น เพื่อให้ผู้ติดตามอ่านจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้มากยิ่งขึ้น
ที่มา : เล่าเรื่องเมืองบุรีรัมย์